Natureprof
รายงานภาพรวมตลาดสัตว์เลี้ยงไทย  โอกาสธุรกิจสกินแคร์สำหรับสุนัขและแมว

รายงานภาพรวมตลาดสัตว์เลี้ยงไทย โอกาสธุรกิจสกินแคร์สำหรับสุนัขและแมว

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคทองของ Pet Economy อย่างเต็มตัว จากกระแสการเลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกครอบครัวหรือ Pet Humanization ส่งผลให้ตลาดสินค้าและบริการสัตว์เลี้ยงเติบโตอย่างก้าวกระโดดทุกปี บทความนี้จะนำเสนอภาพรวมตลาดสัตว...

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคทองของ Pet Economy อย่างเต็มตัว

จากกระแสการเลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกครอบครัวหรือ Pet Humanization ส่งผลให้ตลาดสินค้าและบริการสัตว์เลี้ยงเติบโตอย่างก้าวกระโดดทุกปี บทความนี้จะนำเสนอภาพรวมตลาดสัตว์เลี้ยงไทยล่าสุด โดยเน้นไปที่กลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์สำหรับสัตว์เลี้ยง เช่น แชมพู ครีมบำรุง และโลชั่นสำหรับสุนัขและแมว ทั้งในด้านมูลค่าตลาด แนวโน้มเทรนด์สุขภาพผิวหนัง โอกาสทางธุรกิจ ตลอดจนตัวอย่างแบรนด์ยอดนิยมและพฤติกรรมการเลือกซื้อของผู้บริโภคไทย เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้สนใจในธุรกิจกลุ่มนี้

Image name : รายงานภาพรวมตลาดสัตว์เลี้ยงไทย  โอกาสธุรกิจสกินแคร์สำหรับสุนัขและแมว


ภาพรวมตลาดสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยปี 2024-2025

ตลาดสัตว์เลี้ยงไทยมีขนาดใหญ่และขยายตัวต่อเนื่อง ในปี 2567 (2024) มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงรวมประมาณ 74,800 ล้านบาท เติบโต 12.4% จากปี 2566 อัตราการเติบโตเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2562-2567 สูงถึง 17.5% ต่อปี ตามการวิเคราะห์ของ ttb analytics อีกทั้งคาดการณ์ว่าตลาดจะขยายตัวไม่หยุดยั้ง โดยปี 2568 มูลค่าตลาดอาจพุ่งแตะ 92,000 ล้านบาท (โตประมาณ 13.2%) และมีแนวโน้มทะลุ 100,000 ล้านบาทในปี 2569 ตามเทรนด์การเลี้ยงสัตว์แบบสมาชิกครอบครัวที่ยังแรงต่อเนื่อง

โครงสร้างตลาดแบ่งออกเป็นหลายหมวดสินค้าและบริการ โดยหมวดหลักคืออาหารสัตว์เลี้ยง (ทั้งอาหารสุนัขและแมว) มูลค่าราว 44,600 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% ของตลาดทั้งหมดในปี 2567 รองลงมาคืออุปกรณ์และของใช้สำหรับสัตว์เลี้ยง (รวมถึงของเล่น เสื้อผ้า ที่อยู่ ตลอดจนผลิตภัณฑ์ดูแลทำความสะอาด/กรูมมิ่ง) มูลค่าประมาณ 22,900 ล้านบาท หรือเกือบ 30% ของตลาด ส่วนที่เหลือคือบริการต่าง ๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาลสัตว์ (6,640 ล้านบาท) และบริการดูแล-กรูมมิ่งสัตว์เลี้ยง (660 ล้านบาท) ซึ่งแม้จะยังเป็นสัดส่วนเล็ก (รวมกันไม่ถึง 10%) แต่ก็เติบโตสูงที่สุด โดยเฉพาะบริการรักษาพยาบาลสัตว์ที่โตเฉลี่ยกว่า 20% ต่อปี สะท้อนว่าผู้เลี้ยงยอมลงทุนกับสุขภาพสัตว์เลี้ยงมากขึ้น

อีกมุมหนึ่ง จำนวนครัวเรือนไทยที่เลี้ยงสัตว์ก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากข้อมูลล่าสุดพบว่า ประเทศไทยมีประมาณ 4.2 ล้านครัวเรือนที่เลี้ยงสุนัข และ 3.8 ล้านครัวเรือนที่เลี้ยงแมว ชี้ให้เห็นถึงฐานลูกค้าที่ใหญ่โตและยังขยายได้อีก นอกจากนี้ พฤติกรรมการเลี้ยงสัตว์ของคนไทยได้เปลี่ยนไปจากอดีตอย่างชัดเจน คนยุคใหม่จำนวนมากทั้งกลุ่มคนโสด (SINK: Single Income No Kid) และคู่แต่งงานไร้บุตร (DINK: Double Income No Kid) หันมาเลี้ยงสุนัข-แมวเป็นเหมือน “ลูก” แทนการมีบุตร ส่งผลให้พร้อมจับจ่ายเพื่อสัตว์เลี้ยงอย่างเต็มที่ ทั้งค่าอาหาร ขนม ของใช้ และค่าดูแลสุขภาพต่าง ๆ เฉลี่ยประมาณ 10,000-20,000 บาทต่อตัวต่อปีเลยทีเดียว โดยกลุ่มที่เลี้ยงแบบตามใจเหมือนลูกบางรายอาจใช้สูงถึง 50,000 บาทต่อตัวต่อปี

ที่น่าสนใจคือ ตลาดแมวในไทยกำลังมาแรง ปัจจุบันสินค้าเกี่ยวกับแมวมีสัดส่วนยอดขายสูงถึง 63% ขณะที่สุนัขอยู่ที่ 31% และสัตว์พิเศษ (Exotic) 6% สอดคล้องกับเทรนด์คนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ Gen Y ที่นิยมเลี้ยงแมวในคอนโดเพื่อแก้เหงา และยอมทุ่มค่าใช้จ่ายสูงกับของใช้คุณภาพสำหรับแมว เช่น ทรายแมว ของเล่น และอาหารเกรดพรีเมียม อีกทั้งจำนวนผู้เลี้ยงแมวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 9% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จนทำให้มูลค่าตลาดสินค้าสำหรับแมวในปี 2024 สูงราว 18,000 ล้านบาท โดยมีอัตราเติบโตของตลาดแมวสูงถึงประมาณ 18% ต่อปีซึ่งมากกว่าสุนัขอย่างชัดเจน แนวโน้มนี้บ่งบอกว่ากลุ่มทาสแมวกำลังเป็นกำลังซื้อสำคัญของตลาดสัตว์เลี้ยงไทยในปัจจุบัน

ภาพรวมทั้งหมดนี้ชี้ชัดว่า ตลาดสัตว์เลี้ยงไทยกำลังเติบโตทั้งเชิงมูลค่าและเชิงคุณภาพ จากแรงหนุนของโครงสร้างประชากรและทัศนคติที่เปลี่ยนไป ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถมองหาโอกาสในเซ็กเมนต์ใหม่ ๆ ได้ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ยังไม่อิ่มตัวหรือมีผู้เล่นน้อย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหนังและขนของสัตว์เลี้ยง ที่เราจะพูดถึงต่อไป


เทรนด์ใส่ใจสุขภาพผิวหนังและการดูแลผิวสัตว์เลี้ยง

เมื่อสัตว์เลี้ยงกลายมาเป็น “ลูกอีกคน” ของเจ้าของ คนไทยจึงให้ความสำคัญกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์เลี้ยง (Pet Wellness) มากขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน นอกจากเรื่องอาหารการกินที่ต้องมีประโยชน์ เจ้าของยุคใหม่ยังสนใจถึงสุขภาพผิวหนังและขนของสุนัข แมวด้วย เพราะตระหนักว่าผิวหนังคือด่านแรกของสุขภาพ และเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นอาการคัน ผิวแห้ง รังแค อักเสบ หรือปัญหาเห็บหมัดที่กวนใจทั้งน้องหมาน้องแมวและเจ้าของ หากไม่ดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจลุกลามจนต้องรักษาด้วยค่าใช้จ่ายสูง

Image name : รายงานภาพรวมตลาดสัตว์เลี้ยงไทย  โอกาสธุรกิจสกินแคร์สำหรับสุนัขและแมว

 

ปัจจัยหลายอย่างเอื้อต่อการเกิดปัญหาผิวหนังของสัตว์เลี้ยงในบ้านเรา เช่น สภาพอากาศร้อนชื้นของไทย ที่เป็นแหล่งเพาะเห็บหมัดและเชื้อราบนผิวหนัง รวมถึงพฤติกรรมการเลี้ยงสัตว์ในเมืองยุคใหม่ที่น้องหมาน้องแมวใช้ชีวิตในห้องแอร์เป็นหลัก ส่งผลให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น เช่นเดียวกับคนที่อยู่แต่ในห้องปรับอากาศต้องทาโลชั่นบำรุงผิว สัตว์เลี้ยงเองหากผิวแห้งก็อาจคันและขนร่วงได้ง่าย เจ้าของหลายคนจึงเริ่มมองหาครีมบำรุงผิวและผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้นสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันผิวแห้งแตกและลดการคันระคายเคือง ตัวอย่างเช่น ครีมบำรุงผิวสำหรับสุนัข-แมวแบรนด์ Pet’O CERA ซึ่งช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ

อีกด้านหนึ่ง โรคผิวหนังจากปรสิตภายนอก เช่น เห็บ หมัด และไร ก็เป็นปัญหาคลาสสิกที่เจ้าของยุคใหม่ไม่มองข้าม หลายคนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่มีฤทธิ์ป้องกันและกำจัดเห็บหมัดตั้งแต่เนิ่น ๆ เช่น แชมพู “เชนการ์ด” สูตรขจัดเห็บหมัด ซึ่งเป็นยี่ห้อที่อยู่คู่ตลาดมานานและยังได้รับความนิยมสำหรับสุนัขพันธุ์ใหญ่ เพราะมีส่วนผสมของสารเพอร์เมทรินช่วยฆ่าเห็บหมัดได้ผลดี นอกจากนี้ เจ้าของสุนัขที่เคยชินกับการพาน้องหมาไปว่ายน้ำหรืออาบน้ำบ่อย ๆ ก็เริ่มตระหนักว่าการทำความสะอาดที่มากเกินไปอาจชะล้างไขมันตามธรรมชาติออกจากผิวหนังสุนัข จนผิวแห้งและขนหลุดร่วงง่าย หลายบ้านจึงปรับพฤติกรรมการอาบน้ำสัตว์เลี้ยงให้น้อยลง (เช่น อาบทุก 1-2 สัปดาห์แทนทุกวัน) หรือเลือกใช้แชมพูสูตรอ่อนโยนที่รักษาสมดุลความชุ่มชื้นผิวหนังแทนแชมพูแรง ๆ ในท้องตลาด

บริการอาบน้ำ-กรูมมิ่งแบบมืออาชีพก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรักแมวที่แต่เดิมมักเลี่ยงการอาบน้ำแมว แต่ปัจจุบันกลับพาน้องแมวไปใช้บริการ Grooming มากขึ้นเพื่อสุขอนามัยและลดการผลัดขนในบ้าน ร้านอาบน้ำตัดขนหลายแห่งชูจุดขายเรื่องใช้แชมพูสูตรอ่อนโยน แยกห้องสุนัข-แมวเพื่อลดความเครียดของสัตว์เลี้ยง สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนว่าเจ้าของสัตว์เลี้ยงยุคใหม่ใส่ใจรายละเอียดเกี่ยวกับสุขภาพผิวหนังและขนของสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ทั้งในเชิงป้องกันและบำรุง ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์กลุ่มสกินแคร์สำหรับสัตว์เลี้ยงได้รับความนิยมเติบโตควบคู่ไปกับเทรนด์ Pet Wellness โดยองค์รวม


โอกาสทางธุรกิจในตลาดสกินแคร์สุนัข-แมว

ด้วยความต้องการดูแลผิวหนังสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มสูง แต่ตลาดผลิตภัณฑ์สกินแคร์สัตว์เลี้ยงในไทยยังถือว่าใหม่และมีผู้เล่นไม่มาก จึงกลายเป็นช่องว่าง (Blue Ocean) ที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ จากบทวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญพบว่าเมื่อเทียบกับตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีเจ้าตลาดรายใหญ่จำนวนมาก แข่งขันกันดุเดือด (Red Ocean) การขยับมาจับตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลความสะอาดและสุขภาพผิวสัตว์เลี้ยงจะเจอคู่แข่งน้อยกว่าและยังมีพื้นที่ให้เติบโตอีกมาก เหตุผลสำคัญคือสินค้าส่วนใหญ่ในหมวดนี้ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศมานาน ไม่ว่าจะเป็นแชมพูยา แชมพูกำจัดเห็บหมัด หรือครีมบำรุงผิว ทำให้สินค้ามีราคาค่อนข้างสูงและตัวเลือกจำกัดสำหรับผู้บริโภคไทย ตัวอย่างเช่น ในตลาดทั่วไป แชมพูสัตว์เลี้ยงคุณภาพดีมักมีราคาแพงกว่าแชมพูของคน เจ้าของสัตว์เลี้ยงหลายคนยอมจ่ายแพงเพื่อของที่ดีที่สุดสำหรับน้องหมาน้องแมวของตน สถานการณ์นี้ชี้ว่าตลาดสกินแคร์สัตว์เลี้ยงเป็น Blue Ocean ที่ยังเปิดกว้าง รอผู้ประกอบการเข้าไปตอบโจทย์ความต้องการที่ยังไม่ได้รับการเติมเต็มอย่างเต็มที่ในปัจจุบัน

แนวโน้มดังกล่าวดึงดูดให้บริษัทสินค้าอุปโภครายใหญ่ของไทยเริ่มเข้ามาลงทุนพัฒนาสินค้ากลุ่มนี้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท (มหาชน) ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคแบรนด์ดัง (เช่น D-nee, BeNice เป็นต้น) ได้เปิดตัวแบรนด์สินค้าเพื่อสัตว์เลี้ยงของตัวเองชื่อ “LovliTails” (เลิฟลี่เทล) อย่างเป็นทางการในปี 2025 จับกลุ่มสินค้าทำความสะอาดและดูแลสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมโดยเฉพาะ แนวคิดของแบรนด์นี้เน้น “Pet-Centric Natural Solution” คือใส่ใจทุกรายละเอียดเพื่อสัตว์เลี้ยงเหมือนคนสำคัญในครอบครัว พร้อมจุดขายเรื่องใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ อ่อนโยนและปลอดภัยต่อผิวหนังสัตว์เลี้ยง ผ่านการทดสอบโดยสัตวแพทย์แล้วทุกชิ้น การที่บริษัทไทยหันมาพัฒนาผลิตภัณฑ์สกินแคร์สัตว์เลี้ยงของตนเองสะท้อนถึงโอกาสทางธุรกิจที่มีศักยภาพสูง ทั้งในแง่ส่วนแบ่งตลาดที่ยังเพิ่มได้อีกมาก และการตอบสนองเทรนด์ผู้บริโภคที่รักสัตว์เลี้ยงเสมือนลูก ซึ่งพร้อมจ่ายเพื่อสินค้าที่ดีที่สุดให้สัตว์ของตน

นอกจากผู้เล่นรายใหญ่ การเกิดขึ้นของสตาร์ทอัพหรือแบรนด์เฉพาะทางในกลุ่ม Pet Care ก็เป็นอีกสัญญาณของโอกาสในตลาดนี้ หลายปีมานี้เราเห็นแบรนด์ไทยเกิดใหม่ที่เน้นผลิตภัณฑ์กรูมมิ่งและสกินแคร์สัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ เช่น Doggy Potion ที่ชูจุดขายเรื่องแชมพูและสเปรย์สูตรธรรมชาติ ปราศจากสารระคายผิว (ไม่มี SLS/SLES, ซิลิโคน, พาราเบน และไม่ทดลองกับสัตว์) สามารถใช้ได้กับสัตว์เลี้ยงที่ผิวแพ้ง่าย ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีในกลุ่มคนรักสุนัขแมวสายรักสุขภาพ ปัจจุบันช่องทางจัดจำหน่ายสินค้ากลุ่มนี้ก็เปิดกว้างกว่าเดิมมาก ทั้งการวางขายผ่านร้าน Pet Shop ชั้นนำ โรงพยาบาลสัตว์ และช่องทางออนไลน์ เช่น e-commerce หรือโซเชียลคอมเมิร์ซต่าง ๆ ทำให้แบรนด์น้องใหม่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้รวดเร็วโดยไม่ต้องพึ่งหน้าร้านใหญ่เหมือนในอดีต

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อกำหนดด้านการขอ อย. หรือโฆษณาสินค้าสัตว์เลี้ยงยังไม่เข้มงวดเท่าสินค้าสำหรับคน ส่งผลให้ต้นทุนการทำตลาดออนไลน์ของธุรกิจนี้ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับสินค้าคน และสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายโฆษณาได้ตรงกลุ่ม เช่น ยิงโฆษณาเจาะจงไปยังผู้เลี้ยงสุนัขหรือแมว จึงนับเป็นโอกาสทองที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่สามารถเข้ามาสร้างแบรนด์ในตลาดสกินแคร์สัตว์เลี้ยงได้ไม่ยากนัก หากมีสินค้าที่ตอบโจทย์คุณภาพและความต้องการเฉพาะของกลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยง




แบรนด์และผลิตภัณฑ์สกินแคร์สัตว์เลี้ยงยอดนิยมในไทย

แม้ตลาดสกินแคร์สัตว์เลี้ยงจะยังไม่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับอาหาร แต่ปัจจุบันก็มีทั้งแบรนด์ต่างประเทศและแบรนด์คนไทยหลายรายที่เข้ามาช่วงชิงส่วนแบ่ง ตัวอย่างเช่น

BEARING – แบรนด์ไทยรุ่นเก๋าที่หลายคนคุ้นเคย ผลิตแชมพูสุนัขและผลิตภัณฑ์อาบน้ำสัตว์เลี้ยงมานาน จุดเด่นคือราคาเข้าถึงง่าย (ขวด 300 มล. ราว 120–130 บาท) มีสูตร 2-in-1 ผสมคอนดิชันเนอร์ บำรุงขนให้นุ่มเงางาม พร้อมค่า pH ที่เหมาะสมกับผิวสุนัข มีสารสกัดธรรมชาติ เช่น ว่านหางจระเข้ คาโมมายล์ และโปรวิตามินบี5 ช่วยลดการหลุดร่วงของขน

เชนการ์ด (Chain Guard) – แชมพูยากำจัดเห็บหมัดชื่อดังของไทย มีมานานกว่า 20 ปี สูตรหลักคือแชมพูขจัดเห็บหมัดกลิ่นสมุนไพรที่มีตัวยาเพอร์เมทรินช่วยฆ่าเห็บหมัดบนตัวสุนัข ได้รับการรับรองความปลอดภัยว่าไม่ระคายเคืองผิว ขวดขนาดมาตรฐาน (~350 มล.) ราคา 90–100 บาท

O2 Nature – แชมพูสัตว์เลี้ยงสูตรธรรมชาติที่เน้นการบำรุงขน มีสูตรพรีเมียมเช่น Premium Rich ที่มีส่วนผสมจากข้าวโอ๊ตและสารบำรุงต่าง ๆ เพื่อให้ขนเงางามและผิวชุ่มชื้น เหมาะสำหรับสุนัขผิวบอบบางหรือแพ้ง่าย

หมอไทยทำเอง – ผลิตภัณฑ์แชมพูที่เกิดจากสัตวแพทย์คนไทยคิดสูตรขึ้นเอง เน้นแก้ปัญหาโรคผิวหนังเฉพาะทาง เช่น ลดอาการคัน บรรเทาผื่นแดง โดยใช้สมุนไพรไทยผสมสารฆ่าเชื้ออย่างเหมาะสม

Doggy Potion / Kitty Potion – แบรนด์ไทยรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรง สินค้ามีทั้งแชมพูและสเปรย์บำรุงขน จุดขายคือใช้ส่วนผสมธรรมชาติ 98% ไม่มีสารเคมีอันตราย (เช่น SLS/SLES, พาราเบน, ซิลิโคน, แอลกอฮอล์) และไม่ใส่น้ำหอมสังเคราะห์ กลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติ

LovliTails – แบรนด์น้องใหม่จากบริษัท นีโอ คอร์ปอเรท (มหาชน) เปิดตัวผลิตภัณฑ์ครบชุดตั้งแต่แชมพูสูตรอ่อนโยน pH-balanced สำหรับสุนัขและแมว (ใช้วัตถุดิบธรรมชาติ 100%) ไปจนถึงสเปรย์ดับกลิ่นและทิชชู่เปียกทำความสะอาดสัตว์เลี้ยง รวมถึงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดของใช้สัตว์เลี้ยง

แบรนด์นำเข้าชื่อดัง – เช่น John Paul Pet (สหรัฐฯ), Earthbath, TropiClean, Arm & Hammer, Malaseb และ Aloveen จาก Dermcare (ออสเตรเลีย), รวมถึง Virbac จากฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เวชภัณฑ์เฉพาะทางด้านผิวหนังสัตว์

ภาพรวมของสินค้ากลุ่มสกินแคร์สัตว์เลี้ยงในตลาดไทยจึงมีตั้งแต่ระดับแมสไปจนถึงพรีเมียม ครอบคลุมทั้งสินค้าราคาประหยัดเน้นความคุ้มค่า สินค้าสูตรเฉพาะทางทางการแพทย์ และสินค้าสูตรธรรมชาติปลอดภัยสำหรับกลุ่มรักสุขภาพ แนวโน้มการแข่งขันเริ่มเข้มข้นขึ้นตามลำดับ แต่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคที่มีทางเลือกมากขึ้นและราคาสมเหตุสมผลขึ้น

พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สกินแคร์สัตว์เลี้ยง

ผู้บริโภคไทยในกลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยงมีพฤติกรรมการเลือกซื้อที่ละเอียดและใส่ใจมากขึ้น โดยมีแนวโน้มสำคัญดังนี้

ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัย – เจ้าของยุคนี้มักเลือกสินค้าที่ปลอดภัยต่อสัตว์เลี้ยงเหมือนเลือกให้คนในครอบครัว อ่านฉลากส่วนผสมอย่างถี่ถ้วน เลือกสินค้าที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ ปลอดสารเคมีอันตรายหรือสารก่อแพ้

ยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อสินค้าที่ดีกว่า – เจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวนไม่น้อยยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อผลิตภัณฑ์เกรดพรีเมียมหรือนำเข้าที่ผ่านการแนะนำจากสัตวแพทย์

หาข้อมูลและรีวิวออนไลน์ก่อนซื้อ – ผู้บริโภคมักค้นคว้าข้อมูลในอินเทอร์เน็ต อ่านรีวิว หรือดูจัดอันดับ “ยี่ห้อไหนดี” เพื่อเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ

ช่องทางซื้อเปลี่ยนไปสู่ออนไลน์และร้านเฉพาะทาง – Shopee, Lazada และร้าน Pet Shop ออนไลน์ได้รับความนิยมสูง เพราะสะดวกและมักมีโปรโมชั่น พร้อมคำแนะนำจากสัตวแพทย์ในร้าน

ความภักดีต่อแบรนด์และการลองของใหม่ – ผู้บริโภคบางส่วนภักดีต่อแบรนด์ที่ใช้แล้วเห็นผล ขณะที่อีกกลุ่มเปิดรับแบรนด์ใหม่ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกและวีแกนที่เป็นเทรนด์มาแรง

โดยสรุป พฤติกรรมผู้บริโภคไทยในตลาดสกินแคร์สัตว์เลี้ยงสะท้อนถึงการใส่ใจรายละเอียดและความต้องการสินค้าที่มีคุณภาพจริง ๆ ผู้เลี้ยงยุคใหม่พร้อมจะเป็น “ผู้บริโภคสายเปย์” ให้กับสัตว์เลี้ยง แต่ต้องมั่นใจว่าสิ่งที่ซื้อให้นั้นปลอดภัยและดีที่สุด ผู้ประกอบการควรสร้างความน่าเชื่อถือของแบรนด์ มีข้อมูลยืนยันทางวิทยาศาสตร์หรือสัตวแพทย์รองรับ และเข้าถึงชุมชนคนรักสัตว์เลี้ยงผ่านทั้งออนไลน์และกิจกรรมออฟไลน์เพื่อสร้างการรับรู้ระยะยาว


สรุปภาพรวมของตลาดสัตว์เลี้ยงในประเทศไทย

ตลาดสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมีศักยภาพที่จะเติบโตต่อเนื่องในอนาคต จากปัจจัยด้านสังคมและพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกครอบครัว ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพและความงามของสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะกลุ่มสกินแคร์สำหรับสุนัขและแมว กลายเป็นเซ็กเมนต์ดาวรุ่งที่ตอบโจทย์สุขภาพผิวหนังและขนซึ่งเจ้าของยุคใหม่ให้ความสำคัญมากขึ้น ตลาดนี้ยังเปิดกว้าง มีโอกาสให้ผู้เล่นรายใหม่เข้ามาสร้างแบรนด์และเติบโตควบคู่กับเทรนด์ Pet Wellness ได้อีกมาก

Image name : รายงานภาพรวมตลาดสัตว์เลี้ยงไทย  โอกาสธุรกิจสกินแคร์สำหรับสุนัขและแมว

การจะประสบความสำเร็จในตลาดนี้ ผู้ประกอบการต้องเข้าใจอินไซต์ผู้บริโภคอย่างแท้จริงว่า พวกเขาต้องการสินค้าที่ปลอดภัย มีคุณภาพ เชื่อถือได้ และตรงกับความต้องการเฉพาะของสัตว์เลี้ยง การลงทุนในนวัตกรรม การทดสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ และการตลาดที่เข้าถึงทาสหมาทาสแมวอย่างจริงจัง คือกุญแจสู่ความสำเร็จในตลาดสกินแคร์สัตว์เลี้ยงที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไทย